ข่าวที่ดึงมา

มหาสารคามจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

โรงพยาบาลมหาสารคามร่วมกับมูลนิธิเบาหวานโลกและประเทศเดนมาร์ค ได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะตาต้อกระจกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาสารคาม กล่าวว่าตามที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมูลนิธิเบาหวานโลกและประเทศเดนมาร์ค ได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกให้บริการยิงเลเซอร์ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะตาบอดจากโรคต้อกระจก จำนวน 9 ครั้ง ในพื้นที่โรงพยาบาลมหาสารคาม โกสุมพิสัย เชียงยืน ชื่นชม กันทรวิชัย วาปีปทุม พยัคฆภูมิพิสัย นาเชือก ยางสีสุราช บรบือ กุดรัง และนาดูน มีผู้รับบริการจำนวน 227 คน ได้รับบริการยิงเลเซอร์จำนวน 409 ดวงตา เป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาสารคาม ขอให้ผู้ป่วยเบาหวานมาตรวจเช็คสุขภาพตามแพทย์นัดทุกครั้งเพื่อเฝ้าระวังภาวะต้อกระจกที่จะทำให้ตาบอดได้ และจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดในเรื่องการบริโภคอาหาร , การออกกำลังกาย , การจัดการด้านอารมณ์ และการดูแลเท้าเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล การรับประทานยาและการพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีสุขภาพแข็งแรงสามารถดำรงชีวิตให้มีความสุขได้ อรณต วัฒนะ ข่าว / พิมพ์ 7 สิงหาคม 2553

เปลี่ยนแปลง

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24
;-) Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-fareast-font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;}

คนแม้เพียงหยิบมือ ถ้ามุ่งมั่น มีความคิด

และรับผิดชอบ…ก็จะเปลี่ยนแปลงโลกได้

Margaret Mead

นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน

1234

งานวิจัยเชิงคุณภาพ/เชิงคุณลักษณะ (Qualitative research)นั้น มักถูกวิพากษ์ว่า เป็นงานวิจัยที่ไม่มีหลักการที่น่าเชื่อถือ วัดและประเมินผลไม่ได้ด้วยข้อมูลทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) และมีโอกาสสูงที่จะเจือด้วย “อคติ” ตามลักษณะของงานวิจัยที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ ตามบริบทและสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ จากลักษณะของงานวิจัยที่มีความเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ จึงไม่สามารถที่จะนำไปสู่การเป็นตัวแทนหรืออธิบายเรื่องเดียวกันในบริบทหรือพื้นที่อื่น ๆ ได้

Margaret Mead เป็นนักมานุษยวิทยา (ทำการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของการวิจัยเชิงคุณภาพ) กลุ่มแรก ๆ ที่ได้พยายามยืนหยัดและสร้างความชัดเจน เป็นปึกแผ่นให้กับงานวิจัยเชิงคุณภาพ และการต่อสู้กันทางด้านความคิดของค่ายการวิจัยทั้งสอง(การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ) ดำเนินมาเกินกว่าสามทศวรรษ และยังคงดำเนินต่อไปในบางประเด็น ...

บันทึกนี้คงไม่เล่ารายละเอียดที่เกี่ยวกับการต่อสู้ทางความคิดของทั้งสองค่าย แต่มีสิ่งที่น่าสนใจคือ การต่อสู้ทางความคิดของทั้งค่ายการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพนี้ ยิ่งทำให้เกิดประโยชน์และความกว้างขวางยิ่งขึ้นของการวิจัยโดยรวม ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำลายล้างหรือสร้างความโกรธเกลียดกัน จนอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันนิยมที่จะใช้การวิจัยทั้งสองประเภทนี้ร่วมกันในงานวิจัยหนึ่ง ๆ ซึ่งทำให้ได้เห็นและอธิบายถึงภาพของงานวิจัยได้ชัดเจนและเกิดประโยชน์กว่าการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพียงอย่างเดียว

อ่านไปก็สนุกไป และได้ข้อคิดเล่น ๆ ขึ้นมา...

ข้อแรกคือ มนุษย์นั้นมีความเห็นต่างกันได้ แต่อย่าปิดใจ คิดเห็นดีงามในเรื่องอะไรว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง แต่ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ฟังคนอื่น มองสิ่งรอบตัวบ้าง ... อาจมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยตระหนักถึงมาก่อนเลยก็ได้ โลกเราพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าได้ ก็เพราะมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย...ไม่ใช่หรือ

ข้อต่อมาคือ หากมุ่งมั่น ตั้งใจ คิดดี เห็นชอบแล้วว่าดีว่าถูก จำนวนคนที่เห็นด้วยกับเราไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ขอให้ตั้งใจ อดทน และพยายามชี้ให้เห็นความจริงนั้นอย่างมีหลักการด้วยความจริงใจ...ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...โลกก็ต้องหันมา “พยักหน้า” กับเราสักวัน

สรุปว่าเริ่มต้นตั้งใจอ่านเพื่อสิ่งหนึ่ง

แต่ลงท้ายกลับได้อีกสิ่งหนึ่ง...ซะนี่

:lol:

หากสนใจเรื่องของ Margaret Mead อ่านได้ที่  http://en.wikipedia.org/wiki/Margaret_Mead

เรื่องบ้า ๆ ของวันที่ไม่น่าจะบ้า

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24
คนเรามักทำอะไรตามจริตตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้หันมองสิ่งรอบข้าง หวังเพียงทำในสิ่งที่ต้องเองปรารถนาและต้องการเท่านั้น วันนี้ได้ลองถอดบทเรียนในวันหยุดของตัวเองว่า ได้อะไร และมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ..... วันนี้วันหยุด ฝนตกตั้งแต่กลางคืนที่ผ่านมา ใกล้รุ่งสางกระหน่ำตกแบบประมาณว่าได้ระดมน้ำมาหมดโลกแล้ว จึงแอบคิดต่อไปว่า   เอ...แล้วถ้าน้ำท่วมโลกจะเป็นอย่างไร นี่เป็นความิดในช่วงตีสี่ของวันที่แอบละเมอตื่นขึ้นมา มันเป็นความบ้าของความคิด....เป็นแว๊บแรกของการคิดที่ดึงเอา สัญญา และการปรุงมาจากความเดิม ๆ ทั้งนั้น แล้วมันก็ฟุ้ง ๆ ๆ ไปจนงีบหลับไปอีกครา  สะดุ้งอีกที "ตายละหว่า" ลูกฉัน เมืื่อวานป้านายมา ไม่ได้เอาลูกเข้ามานอนในห้องด้วย ไม่รู้จะเปียกมะล่อกมะแล่กซะหรือเปล่าก็ไม่รู้ กระโดดเด้งขึ้นจากเตียงรีบออกมาดู  อ้าว...คุณชายนอนสบายอุราบนผ้าห่มหน้าประตู  (อิอิ) แสดงว่าป้านายเปิดประตูให้เข้ามานอน ..... เหลือบดูนาฬิกา ตีห้ากว่า..... กลับเข้าไปนอนซุกใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ ฟังเสียงฝนตก(หนัก ๆ )และหลับไปอีกครา ..@#^%## ...เสียงโทรศัพทย์ปลุกตอนเช้า(6.30 น.) งัวเงียรับพร้อมกับคำถามมาตามสายว่า "วันนี้บ้าตื่นมาตี่สี่หรือเปล่า" (5555555) บอกไปว่าไม่ได้ตื่น วันนี้ฝนตก นอนสบาย ไม่รู้จะทำอะไร นอนอนอนดีกว่า  แต่มาคิดได้ตอนนี้ว่า อืม .... ก็ตื่นนี่หว่า.... จึงตื่นมาและอ่านหนังสือ แบบงัวเงีย และเคลิ้มไปบ้าง และคิดต่อว่าวันนี้ฉันจะทำอะไร  หอบงานสัญญามาตรวจแต่ชาติที่แล้ว ก็ไม่เสร็จ (เป็นเรื่องบ้าอีกเรื่องที่อยากจะว่าคนอื่นไม่ช่วย...แต่ก็ไม่น่าจะไปโทษคนอื่น  เพราะคนอื่นว่ามันคือหน้าที่เรา เราก็ต้องทำ ไม่เป็นไร น้ำใจมีไว้ให้คนอื่นเท่านั้น...อิอิอิ) แล้วอาการบ้าทางความคิด ก็พาตัวเองเตลิดไปเรื่องเปื่อย ถึงเรื่องงาน ถึงเรื่องส่วนตัวที่ต้องทำ ทั้งเรื่องที่ผ่านมาและมาไม่ถึง มันวน ๆ  เข้ามาในระบบความคิด  เป็นที่สังเกตุว่า  เรื่องดังกล่าวเหล่าที่ จะระดมเข้ามาในวันหยุดที่เราได้มีเวลาคิด และมีเวลาทบทวนตัวเอง  หลาย ๆ ครั้งที่ใช้บทเรียนในวันหยุดนี้ มาเป็นแบบในการที่จะบริหารจัดการเรื่องการทำงานให้เป็นระบบ แต่มันก็ไม่สม่ำเสมอเลย  แต่สิ่งที่ได้ทำเสมอคือ  ถ้าต้องไปราชการ หรือลา จะต้องตรวจงานค้าง และเขียนเป็นข้อ ๆ พร้อมจัดแฟ้มบนโต๊ะที่มองหาง่าย เมื่อเจ้านายต้องการ  และจะมอบงานให้น้อง ๆ ทำ และตรวจเช็คงานที่ค้่างไว้เสมอ  และสิ่งสำคัญคือต้องจัดระบบเอกสารที่ต้องเก็บเข้าแฟ้มให้เป็นที่เรียบร้อย  และในวันก่อนวันหยุดก็จะเคียร์โต๊ะทำงานเช่นกัน ในเช้าวันนี้ความคิดมันก็วน ๆ เรื่องงานไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะไปทำงาน  แต่ปัจจุบัน วันหยุดก็ให้โอกาสและร่างกายในการทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง จะได้ผ่อยคลายกายให้สบาย ๆ ด้วย ...@#^%#%$#%....เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และมีคำถามว่า ที่ที่จะขายนั้นอยู่ตรงไหน ตอนนี้ยืนอยู่ไม่รู้ว่ามันคือจุดไหน มองนาฬิกาน่าจะเก้าโมงกว่า ๆ จึงบอกไปว่า อยู่ตรงนั้นแหละจะซิ่งไปเดี๋ยวนี้ (งานนี้ถ้าที่(ป้านาย) ได้ขายอาจจะเป็นโชคดีของหลาย ๆ คน อิอิอิ)  จึงไม่เกี่ยงงอนที่จะตื่น และรีบไปในทันใด สรุปว่า  เรื่องสุดท้ายนี้เป็นเรื่องไม่บ้าเรื่องเดียว เรื่องอื่นที่กล่าวมาคือเรื่องที่ว่า "บ้า" และอยากเล่า ก็(แค่อยาก)เท่านั้นเอง อ่านจบแล้วก็ขอบคุณที่มาบ้าร่วมกันค่ะ

มาแล้วจ้าหนังสือเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังอีสานเล่มล่าสุด Buddhist Murals of Northeast Thailand Reflections of the Isan Heartland ผลงา

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

คลอดแล้วจ้าหนังสือเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังอีสานเล่มล่าสุด

Buddhist Murals of Northeast Thailand
Reflections of the Isan Heartland

ผลงานล่าสุดของออตเอง เขียนร่วมกับ Bonnie Brereton

พิมพ์ 4 สีทั้งเล่มราคาปก 697บาท สั่งกับออตได้ส่วนลด 10% ครับ สั่งเยอะ ๆ นะครับ อิอิ

วิชาดวงตาเห็นธรรม

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

(ฟ้าบางกอกแบบนี้มีหวังรถติดน่าดู)

Normal 0 false false false EN-US X-NONE TH /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin-top:0cm; mso-para-margin-right:0cm; mso-para-margin-bottom:10.0pt; mso-para-margin-left:0cm; line-height:115%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri","sans-serif"; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin;}

“เอาลิงค่างกลางป่ามาฝึกสอน

เล่นละครลิงได้อย่างใจหมาย

นี่เป็นคนทั้งแท่งแกร่งทั้งกาย

เรียนไม่ได้อายลิงจริงไหมเอย”

ชาวค่ายTT&T รุ่นไฟดับ ประกอบด้วยพนักงานระดับผู้นำของเขตพื้นที่แต่ละจังหวัด รุ่นนี้คุณโยธินกับคุณหน่อง กำหนดให้สิงห์เหนือประทะเสือใต้ สมาชิกที่มาไล่เรียงตั้งแต่จังหวัดชุมพรไปจนถึงยะลา ส่วนอีกกลุ่มมาจากภาคเหนือตอนบนจากเชียงรายลงมาถึงนครสวรรค์รวม36ชีวิต หลายคนเดินทางมาไกลพันกว่ากิโลเมตร ถ้าการเข้าค่ายครบทุกรุ่นก็แทบจะมีตัวแทนทุกจังหวัดเคยผ่านกระบวนการค่ายที่นี่

(รู้อะไรอธิบายได้ แล้วคิด..ทำยังไงต่อ>>)

ทุกคนอยู่ในวัยสะสมประสบการณ์ บังเอิญฝ่ายประสางานไม่ได้ส่งรายชื่อให้ล่วงหน้า ถึงจะมีการแนะนำตัวก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง อาศัยจดจำใบหน้าท่าทีและลีลา ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวไฟแรง การจัดกิจกรรมต่างๆจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแลกเปลี่ยนเรียนเข้ม จากการสะท้อนสิ่งที่นำเสนอแผนที่ความรู้ ทุกกลุ่มถอดรหัสออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ปะติดปะต่อเอาสิ่งที่ได้ฟังได้เห็นมาผูกเป็นประเด็นเด็ด น่าสนใจครับ น่าสนใจจริงๆ

(ตั้งโจทย์ ตั้งใจออกแบบให้ลุ้นความคิดสุดๆ)

เทวดามาถึงเอาจวนเข้าใต้เข้าไฟ เมล็ดข้าวยังไม่ทันเรียงท้องก็ต้องไปพบปะกับชาวTT&T เนื่องจากอยู่ในวงการสื่อสารไอทีมานาน สาระน่ารู้น่าคุยมีเต็มพุง คุย10วัน10คืนก็ไม่จบ ยิ่งเปิดก็ยิ่งเขย่าความสนใจ ได้รับคำถามหนุนเนื่องมาเรื่อยๆ ผมนอนสะโหลสะเหล่ ได้ยินคำถามว่า..

คุณตฤณรู้จักครูบาได้อย่างไร?

คำตอบ>>ผมรู้จักครูบาถ้าฐานะบล็อกเกอร์ในโกทูโน

>> ครูบามีสาวๆรุมสนใจเยอะ>>

กำลังจะขยายความต่อ >> ไฟฟ้าดับพรึบ !

มีระฆังช่วยจากสวรรค์ ไม่งั้นมีหวังเขินตาย!

สาวๆที่ไหน..โธ่ๆ..มีแต่มิตรรักแฟนเฮทั้งน๊านนนน..

เทวดา..ปากหวานเอาใจคนสวยแบบนี้มีหวังยิ้มแก้มปริ!!

(กิจกรรมแม่ครัวหัวป่าส์ ส่วนพ่อครัวผัดขี้เมาชิมแล้วชิมอีก)

เมื่อวานมีกิจกรรมทำอาหาร แบ่งออกเป็น4กลุ่ม ได้เมนูเด็ดขึ้นโต๊ะ 4 สำรับ แกงเลียง-ผัดขี้เมา-ไก่ทอดมะกรูด-แกงหลอดนีออน เท่าที่ชิมก็อร่อยๆทั้งนั้น ที่คาดไม่ถึงคือแกงหยวกกล้วย ของง่ายๆขึ้นอยู่ข้างครัว เอามาหั่นลงหม้อแกง เป็นเมนูอร่อยง่ายๆพิสดาร ฝีมือขนาดนี้น่าจะเปิดภัตตาคารTT&Tโภชนาได้ไม่ยาก พ่อครัวหัวป่าส์บรรเลงเสน่ห์ปลายจวักกันจนครัวแทบแตก ไม่มีอะไรหร๊อก..แย่งกันชิมผัดขี้เมาก่อนยกเสิร์ฟ

(ทำเองชิมเองไม่อร่อยได้ยังไง)

เมื่อคืนไฟฟ้าดับหลายชั่วโมง

บางกลุ่มจุดเทียนคุยกัน

บางกลุ่มนอนรำพึงยุบหนอพองหนอ

บางกลุ่มโทรศัพท์รำพัน

(เอาความรู้ที่ชิมได้มาสับๆเลี้ยงโค)

ตอนเช้าชวนเดินป่า หลักสูตรดวงตาเห็นธรรม โดยอธิบายว่า ..ถึงผมจะอยู่กับต้นไม้ใบหญ้ามานาน แต่ก็มองอะไรๆฉาบฉวยมาตลอด ไม่รู้ว่าจะเอาใบไม้มาใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างไร? แต่พอเรามองเห็นใบไม้เป็นอาหารสัตว์ โอ้โห! ตรงนี้แหละพี่น้อง ที่ดวงตาเห็นธรรมจริงๆ เห็นธรรมชาติเห็นธรรมะ แปลงเอาธรรมชาติมาเป็นทำกิจกรรมและกิจการ คนงานสวนป่าลงมือตัดใบไม้มาสับๆๆๆ ให้วัวกินๆๆๆ วัวอ้วนๆๆ วัวถ่ายได้ปุ๋ยๆๆ เลี้ยงวัวได้สะดวกและเกิดประโยชน์สืบเนื่อง มีงานมีรายได้ สร้างสภาพแวดล้อม มีปุ๋ยคอกไปบำรุงดิน มีการงานอาชีพที่ไม่เสี่ยงต่อดินฟ้าอากาศ มีความหวัง มีโปรตีนชุมชน มีการงานอาชีพที่พัฒนาสืบเนื่อง ขยายงานไปได้ทั่วไทยแลนด์

(เกมส์ลุ้นระทึกบีบหัวใจ แข่งกับเวลาจะพากันคิดๆๆวางแผนยังไงงงง)

นับเป็นความโชคดีของชาวTT&T.รุ่นนี้ เทวดาได้ให้ภาพรวมความเป็นมาเชิงโครงสร้างสาระบบการสื่อสารไอทีของประเทศไทย ถ้าใครได้รู้ถึงความเป็นมาของอินเตอร์เน็ทในประเทศไทย จะทึ่งๆๆอึ้งกิมกี่ยกกำลัง3 เทวดายังจัดเกมส์กระตุ้นต่อมให้คิดที่สนุกสำหรับคนดู แต่คนที่ออกความคิด คิดๆๆจนสมองแฉะ ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นจึงเต้นตื่นกับการลุ้นว่ากลุ่มไหนจะทำได้ดี มันเป็นเกมส์ที่อธิบายบรรยากาศและความรู้สึกได้ยาก..คนเราถ้าถูกเคี่ยวให้คิดแบบบีบความสามารถด้วยเวลาจำกัด มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าสนุก มันทดสอบกันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผลออกมาจึงวี๊ดบรึมส์แทบสมองทะลุ ขอเสนอว่า..ถ้าใครอยากได้ประสบการณ์เรื่องนี้ก็ลองหาของไปบนบานสานกล่าวเทวดาเอาเอง..

(เคี่ยวความคิดผลิตสามารถให้กระฉูด สนุกแบบหัวใจเต้นตึกๆๆ)

เทวดายกเอาหนังสือเจ้าเป็นไผมา2ห่อ เล่ม1-2

ชาวTT&Tหลายคนทำการบ้านด้วยการเข้าไปอ่านในลานปัญญา

จึงสนใจชาวเฮฮาศาสตร์

เมื่อมีหนังสือที่บอกเล่าถึงตัวตนคนแซ่เฮ

เข้าคิวซื้อกันอย่างคับคั่ง

(ถูกล่าลายเซ็น ในเจ้าเป็นไผ)

ทริปนี้ขายลดราคา ถ้าบริจาค100บาทเราลดราคาเหลือเล่มละ40 บาท มีการแถมลายเซ็นฟรี โห!..เข้ามาจับจองกันคนละ2-4เล่ม ผมกับเทวดาเซ็นชื่อกันจนมือหงิก ได้เงินประมาณห้าพันกว่าบาท ตอนแรกกะเวลาว่าจะเข้าบางกอกด้วยกัน ผมมีประชุมที่กระทรวงศึกษาธิการเวลา 16.00น. ล้อเคลื่อนออกจากสวนป่าตอนเที่ยง ถ้าจะให้ทันประชุมต้องขับแบบรถแข่งสูตร1 เพื่อความชัวร์หักพวงมาลัยเข้าสนามบิน มีไฟล์บินลงดอนเมือง15.30 น. ยังพอมีเวลาบึ่งไปประชุมทัน..ระหว่างที่ผมกับสิบล้อเก้ๆกังๆหาทางไปกระทรวงศึกษาธิการ โทรไปถามทางเทวดา บอกว่าอีก3-4 กม.จะเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าขับมาหรือเหาะมา เร็วกว่าเครื่องบินเสียอีก อยากรู้ว่ากี่กิโลเมตา/ชั่วโมง ก็หาทางสอบถามเอาเองเน้อ!

(ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมให้ขอคิดเห็น)

เรื่องฉุกละหุกอย่างนี้ต้องใช้บริการเจ้าหนูสิบล้อ

ลากกระเป๋าเข้ารถได้ก็เผ่นขึ้นทางด่วน

รีบก็รีบยังไปหลงทางจนได้

ผมจำต้องเผ่นไปใช้บริการมอเตอร์ไซด์ซิ่ง

เข้าห้องประชุมจันทร์เกษมทันเวลาประชุมอย่างเฉียดฉิว

(ประชุมยืดเยื้อ ได้รับความเอื้อเฟื้ออาหารเย็น)

หัวข้อวันนี้ เป็นการเสนอประเด็นการปรับปรุงนโยบายการศึกษาในมิติต่างๆ ผมรับหน้าที่ในส่วนมุมสะท้อนการศึกษาของท้องถิ่นและชุมชน ยกเอาเรื่องเฮฮาศาสตร์กับเอาใบไม้เสิร์ฟวัวก็วงแทบแตกแล้วละครับ โม้ไปว่าหลักสูตรของมหาชีวาลัยอีสาน ไม่เรียนและสอนเสมือนจริง แต่เรียนและสอนในสภาพจริง ไม่เรียนให้เอาคะแนน แต่เรียนให้เอาความรู้เอาความสามารถ สร้างทักษะชีวิต ประเมินผลตรงที่ทำงานหาเงินได้ มีอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ เรียนวิชาสร้างงานไม่ใช่เรียนวิชาหางานทำ ถ้าเด็กสนใจเรียนอย่างจริงจัง ก็จะมีรายได้เดือนละ20,000-30,000บาท มากกว่าเงินเดือนปริญญาแรกเข้า เอาไม่เอา ไม่ง้อด้วย ถ้าหลักสูตรนี้ดีจริง มันต้องขายตัวเองได้ บอกไปเลยว่านี่ไม่ใช่หลักสูตรท้องถิ่นนะจ๊ะ มันเป็นหลักสูตรเสริมสร้างชีวิตและสังคมโลก

หลังจากหายตาค้าง..หลายท่านสนใจบอกว่าจะขอลงมาดูงาน มาก็มา..ดูให้หายสงสัย จะได้ไม่เสียเวลาแก้ปัญหาแบบวัวพันหลัก คิดและทำแบบเดิมๆแต่ต้องการผลลัพธ์ใหม่มันจะเป็นไปได้อย่างไร? มหาชีวาลัยอีสานก็จะทำงานอิงระบบยังงี้แหละ ใครวาสนาดีก็จะโอกาสมาเก็บเกี่ยวความรู้สดๆใหม่ๆไปปฏิบัติ เนื่องจากมีเวลาอธิบายน้อย ใครสนใจก็เข้าป่ามาหาเองแหละ โธ่! จะไปหาชุดวิชาที่แจ่มๆอย่างนี้ได้ง่ายๆที่ไหน? ชาวTT&T.ตั้งKey Word ในการมาเข้าค่ายครั้งนี้ว่า

“ถอดรหัสภูมิปัญญา พัฒนาวิธีคิด”

เมื่อวานกอล์ฟเจ้าลูกชายโทนกับโจ้แห่งSCG.โทรมา บอกว่าจะมารับพ่อไปกินข้าวเย็น และปรึกษาเรื่องจะเอาคณะSCG.บุกสวนป่า5คืน6วันในเดือนหน้า ผมนัดให้มารอที่โรงแรมประมาณ6โมงเย็น และแล้วมหกรรมแห้วก็เกิดขึ้น ในเมื่อล่วงไป3ทุ่มแล้วผมยังประชุมไม่เสร็จ 2มังกรหนุ่มมานั่งรอที่ร้านอาหารหลายชั่วโมง สุดท้ายก็ยกเลิก นัดกันใหม่พรุ่งนี้เช้า9โมงจะพาหลานๆมาเยี่ยมด้วย

เจ้าหนูสิบล้อรอรับ

บึ่งมาถึงโรงแรมเอาตอน 4ทุ่ม

ชวนเจี๊ยะลาดหน้าที่โรงแรม

ป่านนี้คงไปนอนอืดและกระมัง

ผมมีเอกสารจากคุณวิฑูรย์ กรมป่าไม้มาฝากไว้

จะอ่านก่อนนอน ..ถ้าไม่ง่วงเสียก่อน

จบข่าว อิ อิ..

ค่าย TT&T รุ่น 1

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

ผู้บริหารระดับกลางจากTT&T ไปเรียนรู้ที่สวนป่า 5 รุ่น เห็นครูบาวิ่งรอกแล้ว ผมเห็นใจมากครับ จึงอยากไปช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง แต่ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง คือเมื่อคนทำงานมีใจสู้ ผมก็อยากไปร่วมให้แง่คิดบ้าง จะได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้อะไรเลย ก็แล้วแต่ครับ เมื่อให้ไปแล้ว ไม่มียึกยัก -- ในส่วนที่ผมสังเกตเห็นและได้พูดคุย สถานการณ์ของบริษัทไม่ได้เป็นเหมือนกับที่ถูกถ่ายทอดปรุงรสมาไม่รู้กี่ตลบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปกตินักจนเต๊งแฉะเรื่อยเจื้อย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้

ไปถึงสวนป่าเอาตอนพลบค่ำเมื่อวานนี้ เขียนบันทึกไว้แล้ว แต่ไม่ได้เขียนยาวเพราะว่าไฟดับ ทำให้จอมือถือดูสว่างมาก ล่อแมลงมากวน เป่าไล่เดี๋ยวก็กลับมาอีก ก็เลยเขียนออกมาเป็นบันทึกห้วนๆ นะครับ

เมื่อคืนทีมงานแนะนำวิทยากรที่เพิ่งมาถึงใหม่ มีตั้งหลายเรื่องที่ผมไม่ได้เขียนไว้ในบล็อก (เพราะมันยุ่งยากไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน) แต่ก็เล่าได้ถูก แปลว่าทำการบ้านมาแฮะ จากนั้นก็มีการคุยกันนิดหน่อย ก็ไม่ต้องแนะนำตัวกันซ้ำอีก ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเราเป็นใคร แต่สำคัญที่ทำอะไรต่างหาก ตั้งใจว่าอยากจะถามอะไรก็ให้ถาม ส่วนวิธีการของผม มักตอบไม่ตรงคำถาม! แต่ตอบเรื่องที่อยากตอบแบบที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้ฟังมากกว่า ดังนั้นจึงใช้เวลาบ้างที่จะเล่าถึงประสบการณ์ชีวิต ในส่วนที่น่าจะเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ผู้ฟังประสบอยู่

ในเมื่อเปิดโอกาสให้ถามได้โดยอิสระแล้ว โปรแกรมของวันนี้จึงลดเหลือแค่ Management exercises เตรียมไปจากบ้านสองชุด คือ Marshmallow Challenge กับ Brain Writing ทั้งสองอัน เคยเขียนบันทึกเอาไว้แล้ว เข้าใจไม่ยาก แต่คุณค่าของเกมอธิบายในห้อง ครูบาวิจารณ์ว่าสนุกมาก เหมาะมาก แต่ว่าเนื่องจากเมื่อคืนไฟดับ เลยจัดสรรอุปกรณ์ไม่ได้ เอามาทำในระหว่างที่บรรยาย กลับเป็นการดึงสมาธิขอผู้ฟังให้สนใจว่านี่มันเรื่องบ้าบออะไร ก็ดีไปอย่าง!

สำหรับชาวค่าย TT&T รุ่น 1 ที่หาบันทึกนี้เจอ ผมคิดว่าผู้ไปเยี่ยมสวนป่าอีก 4 รุ่น น่าจะได้ประเด็นที่ดีกว่า หากเขาเจอ exercise ทั้งสองด้วยความแปลกใหม่ (และประหลาดใจ) แบบที่ทุกท่านเคยผ่านมาเป็นครั้งแรกนะครับ ผมทิ้งอุปกรณ์ โน๊ตสำหรับประเด็นต่างๆ ไว้ให้แล้ว ถ้าหากจะใช้เล่นกันอีกก็ยินดี -- เกมก็คือเกม สำคัญตรงการอธิบายประเด็นครับ

เสียดายที่ต้องบรรยาย จับเวลา ตอบคำถาม และดูแต่ละกลุ่ม ผมจึงไม่ได้ถ่ายรูปปฏิกริยาและผลงานของทั้ง 8 ทีมมา แต่เข้าใจว่าคงมีรูปอยู่ในกล้องอื่นๆ ครับ... อ้อ ปล่อยมุกไปหลายชุด ไม่มีแป็กสักเม็ด

รูป 4 รูป ถ่ายเมื่อเช้า

  1. พร่องไปเยอะ: ลอมฟางกองใหญ่ พร่องไปแล้วครึ่งหนึ่ง
  2. เขียว...ได้อีก: ต้นไม้ได้ฝนบริเวณทางเข้า
  3. ของเล่นใหม่: เครื่องสับกิ่งไม้ อยู่ระหว่างคอกวัวทั้งสอง กิจการเป็นล่ำเป็นสัน วัวอ้วนปี๋
  4. วาสนายายฉิม: เดินไปเดินมา ไม่ต้องหิ้วตะกร้า ก็ได้เห็ดเป็นกอบเป็นกำ

ทีแรกผมคิดว่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้ พอดีครูบาจะต้องเข้ากรุงเทพมาประชุม เมื่อคืนเรียนถามดู บอกว่าจะบินเข้ากรุงเทพ เช้านี้คุยกันอีก ผมก็บอกว่าเมื่อคืนได้นอนเต็มที่แล้ว ดังนั้นกลับกรุงเทพวันนี้เลยก็ได้ ก็ตกลงจะไปด้วยกัน คิดว่าจะออกจากสวนป่าสักสิบเอ็ดโมง (ครูบาคงไม่อยากให้ขับกลับคนเดียว แต่บอกว่าอยากคุยด้วย)

ผมบรรยายช่วงเช้าจบอีก 15 นาทีจะสิบเอ็ดโมง ทิ้งไว้ให้ครูบาสรุปครับ ส่วนตัวเองวิ่งไปเก็บของอย่่างรวดเร็ว พอจะออกเดินทาง ที่ไหนได้ ขาย จปผ๑/๒ ได้ 40 เล่ม เลยนั่งแจกลายเซ็นกัน มีถ่ายรูปหมู่ด้วย กว่าจะเสร็จได้ออกเดินทางก็เที่ยงพอดี

ทีนี้ครูบามีประชุมสำคัญตอนสี่โมงเย็น มีเวลาแค่สี่ชั่วโมงจากบุรีรัมย์ไปกระทรวงศึกษา จะไปยังไงทันล่ะครับ ก็เลยไปส่งครูบาที่สนามบิน :) ส่วนตัวผมก็ขับกลับบ้าน แต่ GPS ดันแนะนำเส้นทางผ่านบุรีรัมย์-นางรอง-สีคิ้ว แทนที่จะเป็นสตึก-พิมาย-โคราช-สีคิ้ว... เออ ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้ขับเส้นทางนี้นานแล้ว อันนี้แสดงว่าเส้นนางรองกับเส้นพิมาย ระยะไม่ต่างกันมากนักหรอกครับ

สี่โมงสิบห้า ครูบาโทรมาถามทาง ขณะนั้นยังติดอยู่บนถนน ส่วนผมนั้น ลงทางด่วนมาแล้ว อีกสองสามกิโลเมตรก็จะถึงบ้านอยู่แล้ว

มองโลกในแง่ดีเถอะ

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

 

รายงานจากเมโยคลินิก สถาบันการแพทย์ที่มีชื่อเสียงของอเมริกา "ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าจิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์กันดังนี้ ทัศนคติที่ดีจึงมีผลต่ออายุ" นายแพทย์โตฮิชิโกะ มารูตะ เจ้าของรายงายกล่าวว่า

ระหว่างปี พ.ศ. 2505 ถึง 2508 คณะจิตแพทย์แห่งสถาบันเมโยสำรวจบุคลิกภาพประชากรจำนวน 839 คนในเมืองโอล์มสตีด รัฐมินเนโซตา และจำแนกออกเป็นพวกมองโลกในแง่ดี 124 ราย มองโลกในแง่ร้าย 197 และมองโลกปนเปทั้งสองแง่อีก 518 ราย อีก 35 ปีต่อมาคณะผู้วิจัยรายงานในเอกสารรวบรวมผลงานของคลินิกว่า กลุ่มมองโลกในแง่ร้ายมีอัตราเสี่ยงที่จะตายก่อนวัยอันควรมากขึ้นร้อยละ 19

(Thomas H. Maugh II จาก Los Angeles Times)

จาก Reader's Digest กรกฎาคม 2543

รูปกับเรื่องไม่ไปด้วยกันเลย

ไม่มีเวลาเขียนเอง ขอสำเนาข้อมูลดีดีมาฝากกันครับ..

ถ่ายภาพจากภาพ

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

 

มีปฏิทินที่เก็บไว้จนเก่า

ลองเก็บภาพดู...

ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่า แม่ฮ่องสอนที่ช่างภาพปฏิทินท่านนี้เก็บภาพได้ ปี พ.ศ อะไร หรือว่า อำเภออะไร...และปัจจุบันยังจะมีภาพแบบนี้อยู่ไหม

ปฏิทินจีนมักจะเป็นรูป ฮก ลก ซิ่ว

อวยพรชัยตั้งแต่ต้นปี และคำพรก็จะอยู่ที่ปฏิทินถึงปลายปี ...

ปฏิทินเป็นสิ่งที่ใช้ดูบ่อยๆ ปีไหนรูปสวยก็เก็บไว้ ตั้งใจว่าจะเก็บใส่กรอบแต่ก็ไม่ได้ทำ ม้วนไว้จนเป็นฝุ่น

ปีใหม่ปฏิทินใหม่ก็มาอีก ปีไหนเฉลิมฉลองเรื่องอะไรก็จะได้รูปที่เกี่ยวข้องไว้ค่อนข้างมาก ..บางทีดูแล้วก็คล้ายๆกัน มองผ่านๆ บางทีก็มีสิ่งที่ชวนพินิจพิจารณา ...ดูๆแล้ว รูปปฏิทินก็กลายเป็นสิ่งประวัติศาสตร์ได้เหมือนกันนะคะ

ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนนอนเมื่อคืน นั่งมองรูปปฏิทินเก่าแล้วก็คิดอะไรเรื่อยๆ แบบนี้...และคิดอีกว่าไม่กี่เดือนก็คงได้รับแจกปฏิทินใหม่อีก

บางทีก็ใช้การกาปฏิทินเพื่อให้รู้ว่าผ่านวันไปกี่วันแล้ว และเหลืออีกกี่วันจะหมดปี แต่บางทีก็ใช้การฉีกทิ้งไปเป็นเดือนๆ

เรื่องราวของปฏิทินก็ทำให้นึกถึงชีวิตราชการของตัวเอง...วันเวลาหมุนเร็วไปเรื่อยๆ ชีวิตราชการก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที มีเรื่องไม่กี่อย่างที่ค้างคาจะต้องจัดการเพื่อจะไม่ทิ้งภาระให้กับคนที่ยังอยู่ภายหลัง

วันเวลาที่เหลืออยู่ก็คงเป็นเรื่องของการดำรงชีวิตให้ผ่านไปรายวัน ...ภาพชีวิตการงานเก่าๆ ก็คงเหมือนภาพปฏิทิน เก็บไว้ก็เก่าเป็นฝุ่น คนมาภายหลังก็คงเห็นว่าบางภาพไม่รู้ที่มาที่ไป ดูแล้วน่านึกถึงบ้าง ไม่น่านึกถึงบ้าง มองผ่านๆ ไปบ้าง และเก็บภาพใหม่ขึ้นแขวนแทน ...ซึ่งก็สมควรแล้วกับชีวิตราชการที่ไม่รุ่งโรจน์อะไร...ค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดา

กาปฏิทินนับวันถอยหลัง ..ฉีกปฏิทินก็เหมือนการลบภาพการทำงานเก่าๆ ทิ้งไป ...ความสำเร็จหรือล้มเหลวแล้วแต่จะนิยามก็ผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดจำ ...มีเกิดขึ้น และค่อยๆลดละดับไปอย่างเงียบๆ ..ไม่ใช่ชีวิตราชการที่น่าใส่ใจหรือให้ใครมาเรียนรู้เอาเป็นแบบอย่าง

ชีวิตราชการก็เหมือนภาพในปฏิทิน...เมื่อตัวเราเองเลือกที่จะม้วนภาพเก็บจนคลุกฝุ่นไม่มีความสำคัญอะไร... เราเองก็ควรเลือกที่จะโยนทิ้งเองได้เช่นกัน

 

ลุงเอกแวะมาเยี่ยม

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

           ผมไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนบันทึกนานมากแล้ว  เพราะช่วงหลายเดือนมานี้วุ่นอยู่กับการปลูกบ้าน(บาน)..อิอิ  กับชาวเฮฮาก็เลยไม่ค่อยได้พบเจอกัน    มีพระอาจารย์แฮนดี้แวะมาเยี่ยมพร้อมหวานใจครั้งหนึ่ง  และล่าสุดลุงเอกมาเป็นวิทยากรที่ มรภ.กำแพงเพชร  ผมก็ไปร่วมรับฟังและนำเสนอบทความเลยได้มีโอกาสเจอลุงเอกโดยบังเอิญ...

           เสร็จการสัมมนาลุงเอกไปเชียงใหม่ขากลับแวะเยี่ยมบ้านสวนและบ้านที่ปลูกใหม่มีน้องครูมิมมาร่วมแจม(ก่อนเดินทางไปทำงานที่เพชรบูรณ์ไม่กี่วัน)...วันนี้เลยขอนำภาพมาฝาก  พร้อมกับมารายงานความก้าวหน้าการสร้างบ้านครับ  

ลุงเอกแวะมาเยี่ยมพร้อมกับทานเงาะที่บ้านสวน กำแพงเพชร (29 พ.ค. 2553)

สองหนุ่ม...สองมุม...คริ คริ

 

ครูมิมก็แวะมาร่วมแจมด้วย

 

            บ้านไม้ที่สร้าง ตอนนี้บานไปเยอะเลยครับ สร้างได้ 80 % แล้ว  ลุงเอกมาเยี่ยมเลยขอให้ลุงเอกขึ้นบนบ้านเพื่อความเป็นศิริมงคลเรียบร้อยแล้ว...อิอิ    ท่านใดผ่านกำแพงเพชร..อย่าลืมแวะเยี่ยมเยียนกันบ้างเน้อ  

คนฉลาดแกล้งโง่...คนโง่ตั้งใจทุกข์

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24

เคยฟังท่าน ว.วชิรเมธีเทศน์เมื่อนานมาแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับลิงสามตัวที่เห็นจนชินตา

ลิงตัวแรกปิดหู...บอกให้รู้ว่า ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้

ตัวที่สองปิดตา...ก็ไม่จำเป็นต้องไปเห็นทุกเรื่องเลยนี่นา

ส่วนตัวที่สามปิดปาก...ไม่เห็นต้องพูดหรือออกความเห็นในทุกเรื่องราวก็ได้มั้ง

ลิงทั้งสามอยู่ในตัวเรานี่เอง วุ่นวาย ซอกซอนอยู่โดยที่รู้ตัวมั่ง ไม่รู้ตัวมั่ง

แต่นอกจากนี้ยังทำให้คิดได้ว่า...ไม่รู้หรือแกล้งโง่บ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

การรู้จักเลือกสรรถือเป็นความฉลาด ในขณะเดียวกันคนฉลาดควรรู้จักแกล้งโง่บ้าง

แกล้งโง่เพื่อเติมเต็มความรู้สึกของกันและกัน แกล้งโง่เพื่อได้เรีียนรู้และเติบโต แกล้งโง่เพื่อรักษาน้ำใจหรือแกล้งโง่เพื่อส่งเสริมในบางเรื่องราว ถือเป็นความฉลาดที่น่ายกย่องเพราะรู้ว่าควรทำอะไรเพื่ออะไร

แต่คนโง่ที่พยายามแสดงตนว่าฉลาด...สักวันหนึ่งก็โดนจับได้เพราะไม่อยู่บนความจริง

คนฉลาดแกล้งโง่ได้...แต่คนโง่มักตั้งใจทุกข์

....................................................

ถ้าถามว่าห้องที่สำคัญที่สุดในบ้านคือห้องอะไร

ตอบได้ว่า...ห้องครัว

เพราะครัวเป็นที่สอนวิชาชีวิตและวิชาธรรม

สอนให้รู้จักคัดเลือก สอนให้รู้การกะประมาณ สอนให้รู้ว่าพอดีพอเหมาะอยู่ตรงไหน และสอนให้คิดถึง... เจือจาน

ในหนึ่งบ้าน ถ้าพ่อเป็นความดันโลหิตสูง แม่โคเลสเตอรอลกระฉูด ยายเป็นเบาหวาน เวลาทำอาหารสักจานก็ต้องคิดเผื่อแผ่ถึงทุกคน ต้องลดเค็ม ไม่หวานจัด ลดแป้งและน้ำตาล เลี่ยงมันหมู ฯลฯ เหล่านี้คือธรรมสอนความเมตตากรุณาที่จะคิดและทำเพื่อให้คนอื่นได้รับสิ่งที่ดี

น้องชอบกินขนม แต่ยายกินไม่ได้ จะทำอย่างไรให้ครอบครัวสามารถนั่งกินอาหารได้พร้อมหน้า ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทาย

อาหารแต่ละจานจะถูกปากถูกใจทุกคนได้ ผู้ทำต้องมีความรู้จริงทั้งวัตถุดิบ และสูตรการทำ สามารถหยิบจับส่วนผสมได้คล่องมือ พลิกแพลงดัดแปลงตอบโจทย์ยาก ๆ ในแต่ละครั้งได้ ที่สำคัญต้อง"ชิม"เสมอไม่ว่าจะ"มั่นใจ"เพียงใดก็ตาม...และไม่ลืม"ใส่ใจ"ในการทำ

การพัฒนางาน ก็เหมือนการทำอาหาร รู้จริงถึงขั้นตอนและเนื้องานที่ทำ สามารถหยิบจับปัจจัยที่มีมาพลิกแพลง ปรับปรุงให้ได้สิ่งที่เหมาะกับทุกคน ไม่ลืมชิมรสชาติทุกครั้งที่ทำเสร็จ เผื่อแผ่นึกถึงคนอื่นให้ได้ร่วมรับประทาน น้อมรับคำติ-ชมเพื่อปรับปรุงให้ถูกปากถูกใจมากยิ่งขึ้น...ที่สำคัญฝึกบ่อย ๆ จะกลายเป็น"ทักษะเฉพาะตน"ที่ไม่ว่าใครทำก็ไม่เหมือนรสมือ

พัฒนางาน...เหมือนการทำอาหาร

..............................................................

ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเราผ่านเรื่องราวมากมาย ทั้งตื่นตระหนก โศกเศร้า หวั่นหวาดและกังวล

ไม่ว่าจะอย่างไร...ในวันนี้ อีกไม่กี่เดือนที่จะเริ่มเข้าสู่ปีใหม่

เหลียวมองรอบตัว ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

น้องผู้ชายในที่ทำงานเตรียมตัวเป็นคุณพ่อคนใหม่

พี่สาวอีกคนได้รับการบรรจุในตำแหน่งที่หวัง

สิ่งที่ทำมีเป้าหมายและชัดเจนมากขึ้น

หลาน ๆ ได้เรียนต่อในสาขาที่ต้องการ

บางคนเตรียมตัวเพื่อละวางเรื่องทางโลก

...ในทุกวันของชีวิตก็เป็นแบบนี้ มีทั้งเรื่องหนักหนา และเรื่องดี ๆ

ที่สำคัญยังมีพรุ่งนี้ที่จะดีกว่าวันนี้เสมอ...เพราะความหวัง ความตั้งใจและการทบทวนเป็นเรื่องงดงาม

อย่าลืมบอกตัวเองก่อนนอนว่า..."ชีวิตเราจะดีขึ้นทุกวัน"

;)

** ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ความเกรงใจ

ลานปัญญา - เสาร์, 08/07/2010 - 18:24
วันนี้เพิ่งจะมีเวลาให้กับตัวเอง หลังจากมัวแต่พาเพื่อนที่มาจากเมืองไทยเที่ยวอังกฤษกับสก๊อตอยู่เกือบ 2 อาทิตย์ เรื่องพาเที่ยวไม่เป็นไรเพราะชอบเที่ยวอยู่แล้ว แต่ที่อยากเล่าคือเรื่องการฝากซื้อของจากอังกฤษกลับไปเมืองไทย ที่จริงก็ได้ยินมาเยอะเรื่องฝากหิ้วของเพียงแต่ไม่เคยเจอกับตัว ครั้งนี้เพื่อนมาเที่ยวอังกฤษแค่ครึ่งเดือนแต่ได้รับรายการของฝากซื้อจากเพื่อนร่วมงานมาเป็นหางว่าว มีคนนึงอยากได้ iPhone 4 มาก แต่ที่อังกฤษเครื่องขาดตลาดต้องสั่งซื้อล่วงหน้า 3 อาทิตย์ คนนี้ก็ฝากให้เพื่อนเรามาบอกให้เราสั่งล่วงหน้าให้หน่อย พอเพื่อนมาถึงอังกฤษก็จะได้ของพอดี เราเลยบอกว่าของราคาหลายหมื่นต้องให้เขาโอนเงินค่า iPhone เข้าบัญชีเราที่เมืองไทยเรียบร้อยก่อนถึงจะสั่งให้ แล้วเราก็ได้รับเงินและสั่งไปเรียบร้อย ปรากฎว่ามีปัญหาเรื่องรับของเพราะบริษัทเอามาส่งช่วงที่เราพาเพื่อนไปเที่ยว เราเพิ่งได้รับ iPhone วันนี้หลังจากที่เพื่อนเราขึ้นเครื่องกลับไปเมื่อวาน สุดท้ายเราจึงติดต่อหาเพื่อนอีกคนที่กำลังจะกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้าให้หิ้ว iPhone กลับไปให้ด้วย และกำชับเพื่อนคนนี้ว่าห้ามเปิดกล่องถ้าไม่จำเป็น เพราะถ้าของอะไรในกล่องหายไปจะเดือดร้อนกันอีก นี่คนที่เมืองไทยคนนั้นเค้าจะรู้มั้ยว่าแค่ความอยากได้ iPhone ของคนเพียงคนเดียว ต้องรบกวนคนอื่นต่อไปอีกหลายทอด เพื่อนเราที่มาเที่ยวอังกฤษคนนี้บอกว่าเข็ดจนตาย ถ้าไปเที่ยวไหนจะไม่รับฝากของจากใครอีก ตอนแรกที่เพื่อนจะมาอังกฤษ เค้าไม่ได้บอกใครในที่ทำงานนอกจากหัวหน้าว่าจะไปอังกฤษ แต่ฝ่ายบุคคลรู้เข้าจากใบลาเลยช่วยกระจายข่าวทั่วบริษัท วันนึงเพื่อนโทรมาบอกว่ามีคนที่ทำงานหลายคนฝากซื้อกระเป๋าหลุยส์ กระเป๋าลองชอง กระเป๋ายี่ห้ออื่น ๆ ที่ดังในเมืองไทย รวมแล้วเกือบ 30 ใบ ปรินท์รูปหลายละเอียดมาให้เสร็จสรรพว่ารุ่นไหนลายไหนสีอะไร คนที่ฝากซื้อของเหล่านี้ไม่คิดเลยเหรอว่าความอยากได้กระเป๋าของพวกเค้าจะเป็นภาระให้กับคนที่ไปเที่ยว นี่มาแค่ไม่กี่วันยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเกาะอังกฤษเลยแล้วต้องมารับภาระเดินหาซื้อกระเป๋าให้ได้ตามรุ่น ตามขนาด ตามลาย ตามสี ที่พวกเค้าอยากได้กันอีก กระเป๋าส่วนใหญ่ที่ฝากให้ซื้อราคาใบละหลายพันหลายหมื่น รวมเงินค่ากระเป๋าที่ฝากซื้อทั้งหมดเกินแสน แต่ไม่มีใครฝากเงินมาให้แม้แต่คนเดียว และเพื่อนเราเอากระเป๋าเดินทางมาได้แค่ 20 กิโล แค่ของส่วนตัวกับของฝากคนในครอบครัวก็ลำบากแล้ว จะขนกระเป๋า 30 ใบกลับไปให้พวกเค้าได้ยังไง ที่สำคัญ คนที่ฝากซื้อไม่ได้มาถามว่าเพื่อนเราด้วยซ้ำว่าสะดวกมั้ย แต่กลับเอารายละเอียดกระเป๋ามาให้เลย สุดท้ายเพื่อนเราก็ไม่ได้ซื้อกระเป๋ากลับไปให้ใครสักใบ โชคดีที่เราอยู่มาเกือบ 5 ปีไม่เคยมีเพื่อนคนไหนมาฝากซื้ออะไรแบบนี้ เวลากลับเมืองไทยแต่ละที แค่ของฝากสำหรับครอบครัวและขนมฝากเพื่อนก็ขนกันเหนื่อยแล้ว (กลับบ้านครั้งที่แล้วขนเครื่องทำกาแฟไปฝากทั่นมหา กินพื้นที่ในกระเป๋าเยอะมาก ฮ่าๆๆ) และถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่ฝากให้ใครเอาอะไรจากเมืองไทยมาให้เพราะรู้ว่าแต่ละคนก็มีของที่ขนกันมาเยอะแยะ ยกเว้นซะว่าเพื่อนตั้งใจเอาของกินมาฝาก อันนี้เป็นน้ำใจของเพื่อน เราจะปฎิเสธได้ยังไง ^ ^

"จำลอง" แนะ "มาร์ค" เร่งหาทางขับเขมรพ้นพื้นที่ พอใจชุมนุมเห็นผล

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 16:16
"มหาจำลอง" ยิ้มปลื้มผลสำเร็จ นายกฯ คุยประชาชน แจงแก้ไขปัญหาเขาพระวิหาร ชี้ไม่เคยมีปรากฎการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พอใจท่าที "มาร์ค" ไม่ละเลยรับฟังความเห็น แต่แนะเร่งจัดการขับเขมรพื้นที่ทับซ้อนวันนี้(7 ส.ค.) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชน

"มาร์ค" ยอมเครือข่ายฯ จัดดีเบตถ่ายทอดผ่านทีวี 3 ชม.เต็มอิ่ม ถกพระวิหาร

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 15:43
"วีระ" ย้ำชัด ไม่คุยนายกฯ นอกรอบ เสนอ "อภิสิทธิ์" เจรจาออกอากาศทีวี ล่าสุด นายกฯ ยอมรับข้อเสนอ จัดรายการพิเศษ 3 ชม.เต็มแพร่พรุ่งนี้ หลังเชื่อมั่นประเทศไทยฯ จบ

ตามคาด! ถกตั้งคกก.สมานฉันท์ฯ ไม่ลงล็อค เสนอคุยกันเองก่อน - เอ็นจีโอขู่ใครจ้องล้มพ.ร.บ.คุ้มครองฯ เจอดีแน่

คุณภาพชีวิต - เสาร์, 08/07/2010 - 15:33
อีกยาว! "หมอไพจิตร์" เผยประชุมหาคณะกรรมการเสริมสร้างสมานฉันท์ฯ ยังไม่ลงตัว หลังเครือข่ายผู้ให้บริการฯ ขอเพิ่มสัดส่วนกรรมการ ปรับรูปแบบการประชุม ขณะที่สมาพันธ์แพทย์ฯ ร่อนหนังสือกลางที่ประชุมฯ เสนอให้แต่ละฝ่ายถกกันเอง ก่อนคุยร่วมทุกฝ่าย ด้านภาคประชาชน รุกจัดทำเอกสาร 20 ข้อดี พ.ร.บ.คุ้มครองฯ แจกแพทย์-ประชาชน ขู่ใครจ้องล้มพ.ร.บ.พร้อมขัดขวางเต็มที่ ย้ำ เชื่อใจ นายกฯ - รมว.สธ. -ปลัด สธ. หนุนให้เกิดกฎหมายได้โดยไร้ความขัดแย้ง

“มาร์ค” ลั่น เสียดินแดนไม่ใช่คนไทย-ประกาศไม่อ่อนข้อเขมร สั่งเปิดเกมรุก

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 15:08
นายกฯ ขึ้นเวทีเอาหัวโขนนายกฯ-ความเป็นคนไทย รับประกันไทยไม่เสียดินแดนให้เขมร พร้อมยันฉีกเอ็มโอยูทิ้ง หากไทยเสียเปรียบ แต่ยังซื้อเวลาขอศึกษา อ้างที่ผ่านมาคัดค้านเขมรมาตลอด ไม่ได้เพิ่งมาพลิกลิ้นตอนเป็นนายกฯ โดยมาตรการต่อไป จะใช้วิธีทางการทูตควบทางทหารบีบเขมร สั่ง "บัวแก้ว" คุย "กลาโหม" เปิดเกมรุก

ปชป.ฉะ"เพื่อแม้ว"ฉวยโอกาสกลบเกลื่อนความผิดทำไทยเสียดินแดน

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 14:59
ปชป.เฉ่ง "เพื่อแม้ว" ฉวยโอกาสการชุมนุมของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติในการปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบประสาทพระวิหาร กลบเกลื่อนความผิดตัวเอง ที่ออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ยุค "นพดล ปัทมะ" คุมบัวแก้ว จนนำไปสู่การการลงมติของ กก.มรดกโลกให้กัมพูชาขึ้นทะเบียน

"บิ๊กแป๊ะ" พอใจ "มาร์ค" ยอมฟังเสียง ปชช.-รอลุ้นผลเจรจา ก่อนกำหนดท่าที

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 14:54
"บิ๊กแป๊ะ" พอใจ ชม "มาร์ค" ยอมฟังความเห็นปชช. เผยรอเครือข่ายฯประชุมสรุปผลเจรจา ก่อนกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวต่อไป

“ไชยยศ” เน้นมหา'ลัยยกงานวิจัยลงจากหิ้ง นำมาใช้ประโยชน์จริง

คุณภาพชีวิต - เสาร์, 08/07/2010 - 14:31
"ไชยยศ" ฝากให้มหา'ลัยเพิ่มบทบาทต่อการพัฒนาประเทศ เน้นยกงานวิจัยลงจากหิ้ง นำมาใช้ประโยชน์ได้จริงต่อสังคม เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิ์เรียนอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น เสนอตั้งหน่วยงานตรวจสอบ ด้านประสิทธิภาพการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แต่ละมหา'ลัยดำเนินการเอง

ปชป.ชี้ “นช.แม้ว” ส่งสัญญาณป่วนไม่เลิก สอดคล้องลิ่วล้อปัดปรองดอง

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 14:22
โฆษก ปชป. ระบุ "นช.แม้ว" ส่งสัญญาณไม่หยุดเคลื่อนไหวทำร้ายประเทศชาติ จ้างบริษัทล็อบบี้ยีสต์ สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาคมโลกให้ต่อต้านรัฐบาล สอดคล้อง "ไอ้ตู่" ลิ้วล้อในประเทศประกาศไม่ปรองดอง หวังให้บ้านเมืองถึงทางตัน จนเกิดการเผชิญหน้าอีกครั้ง เชื่อสังคมจ

“โฆษกทาสแม้ว” อ้างประเทศวิบัติ!! ขู่แจ้งจับ “มาร์ค-สุเทพ” หากไม่เอาผิดม็อบคนไทยทวงพระวิหาร

ข่าวการเมือง - เสาร์, 08/07/2010 - 13:16
"จิรายุ" โฆษกทาสแม้ว ห่วงประเทศวิบัติ!! พ่นน้ำลายขู่แจ้งจับ "มาร์ค-สุเทพ" ฐานไม่ยอมดำเนินคดีกับเครือข่าย ปชช. ที่บุกทำเนียบฯ เพื่อทวงเขาพระวิหาร อ้างตั้งวอร์รูมจับผิด หากยังนิ่งไม่ยอมดำเนินคดี จะไปแจ้งความจับ นายกฯ และรองแทน

ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวหนังสือพิมพ์

ข่าวการเมือง

เศรษฐกิจ

บันเทิง

คุณภาพชีวิต

ลานปัญญา

Blog ศูนย์เด็กเล็ก

Syndicate content